คุยกับนักสร้างฝัน อนาคต กำหนดได้ด้วยตัวเรา close

 

อมรพล  
รุ่งรูจี

Radio Event Creative Freelance
Fat Radio
ทราบมาว่าสมัยเรียน คุณทำกิจกรรมมาตลอด เล่าให้ฟังหน่อย
ว่าทำอะไรบ้าง

ตอนที่เริ่มทำใหม่ๆ นี่ เป็นกิจกรรมของคณะครับ พวกกีฬาของมหาวิทยาลัย กีฬาของคณะ แล้วก็ด้วยความที่ตัวเองนี่อยากเป็นดีเจน่ะครับ.. ในมหาวิทยาลัยจะมีเหมือนศูนย์ปฏิบัติการที่ให้นักศึกษาที่อยากจะทำอะไรได้ลองทำดูจริงๆ ชื่อว่าศูนย์มีเดียเซ็นเตอร์ ผมก็เข้าไปสมัครเป็นนักจัดรายการวิทยุ ไปแคสต์ แล้วก็ได้เป็น จากนั้นก็ได้จัดรายการที่ 88.25 ซึ่งเป็นคลื่นของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปีหนึ่งเลย จัดมาเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็มีงานพิธีกรของคณะ งานเฟรชชี่ งานคนไทยหัวใจไทย ก็ได้เป็นพิธีกรคู่กับการจัดรายการวิทยุไปด้วย ในขณะเดียวกันก็เป็นเฮดในการทำกองเชียร์ ทำหมดเลยทุกอย่าง แต่ว่าเรียนน้อยมาก(ยิ้ม) เพราะว่ากิจกรรมเยอะมากแล้วก็เป็นตัวแทนประกวด สายฟ้าน้อย รายการวิทยุเชิงข่าว ประกวดนักจัดรายการ ประกวดทุกอย่าง ทำไปเรื่อยเลย มหา’ลัยส่งไปครับ ที่ได้ชนะเลิศก็เป็นการแข่งขันจัดรายการสดในห้าง(กรุงทองพลาซา ดี เจ ออฟ เดอะ เยียร์ 2009) แล้วก็อีกรายการหนึ่ง ชื่อว่าYoung Reporter เยาวชนคนข่าว ของคลื่น 106 วิทยุครอบครัวข่าว ได้รางวัลดีเด่น แล้วก็ได้ไปทัศนศึกษา ไปดูงานที่ประเทศเวียดนาม หลักๆ ก็ประมาณนี้ครับ

ประสบการณ์เหล่านั้นในรั้วมหาวิทยาลัยตลอด 4 ปี
ให้อะไรแก่คุณบ้าง

โห...อย่างแรกเลยสิ่งที่ผมทำในมหาวิทยาลัย คือสิ่งที่ไม่เคยทำเลยตลอดชีวิตที่ผมเป็นมนุษย์มานี่ แต่แค่อยากลองทำ พอได้ทำก็ได้รู้ว่าสิ่งที่เราอยากจะลองทำมันมีเนื้องานเป็นอย่างไร แล้วเราชอบจริงๆ หรือเปล่า พอทำแล้วเราสนุก ก็เลยมีความคิดว่าเราคงต้องเดินทางสายนี้นะ อยากทำแบบนี้นะ ก็เลยมาฝึกงาน เลือกที่ Fat Radio แต่พูดจริงๆ สิ่งที่เราทำมานี่ เหมือนเป็นงานที่เราอยู่เบื้องหน้า ก็เลยกลายเป็นเราถนัดกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเสมอ พอเรามาทำงาน มาฝึกงานเบื้องหลัง ก็มีความรู้สึกว่ากลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา แต่ก็ทำให้ได้รู้ว่ากว่าจะมาถึงเบื้องหน้ามันต้องผ่านอะไรมาบ้าง

ทีนี้เราเลยได้เริ่มมองย้อนกลับไปจนถึงการเริ่มเตรียมงาน ก็ได้อะไรอีกแบบ พอเรียนๆ ไป เราก็เพิ่งรู้ว่าโห ต้องเตรียมขนาดนี้เลยเหรอ เยอะมากขนาดนี้เลยเหรอ กว่าจะเป็นอีเวนต์ได้สักงานนี่ ตอนเราเป็นพิธีกรก็รับแค่สคริปต์หน้างานไป แต่พอมาฝึกงานเราก็ได้เห็นการจัดงานจริงๆ ซึ่งก็อยู่ในวิชาเรียนของเราอยู่แล้วพอเราได้ทำจริงก็ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

เพราะเหตุใด คุณถึงเลือกเรียนและร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดรายการวิทยุมากเป็นพิเศษ

เพราะชอบทำกิจกรรมมากกว่าเรียนอยู่แล้ว ผมชอบเจอคนเยอะๆ แล้วที่สำคัญครอบครัวผมเป็นครอบครัวศิลปะ คุณลุงก็เป็นนักดนตรี ทำให้ผมอยู่กับงานศิลปะและดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เคยเล่นดนตรีช่วงหนึ่ง เล่นไปแล้วก็ไม่รุ่ง ไม่สนุก ก็เลยคิดว่าเราจะเลือกเรียนดนตรีเหรอ ก็ไม่ใช่ เลยมองว่าคณะสาขาอะไรที่ใกล้เคียงกับพื้นฐานครอบครัวเรามาบ้าง ก็เลยเรียนนิเทศ วิทยุโทรทัศน์ แล้วคิดอีกอย่างว่าเราเป็นคนชอบฟังเพลง แล้วอะไรที่เราจะได้อยู่กับดนตรีหรือเสียงเพลงได้ ก็เลยมาลงท้ายที่จัดรายการวิทยุ



นอกจากความสามารถด้านดีเจ คุณยังแต่งเพลงให้มหาวิทยาลัยด้วย ได้แรงบันดาลใจจากอะไร

ก็อย่างที่บอกว่าผมเติบโตมาจากครอบครัวดนตรี คุณลุงผมเป็นหนึ่งในสมาชิกพิงค์แพนเตอร์ แล้วมีช่วงหนึ่งที่ผมไปอยู่กับลุง เห็นลุงทำก็ลองทำแต่ไม่ได้ทำเป็นชิ้นเป็นอัน จนมาถึงวันงานมหา’ลัยของ Media Center เป็นงาน Showcase ประจำปีที่แสดงผลงานนักศึกษาเพื่อให้คนข้างนอกมาดูกัน อย่างฝั่งโทรทัศน์เขาก็คิดทำอะไรกัน ผมเลยคิดว่างั้นเดี๋ยวผมจะแต่งเพลงแล้วให้พวกดีเจออกมาเต้นกัน ทำไปแล้วปรากฎว่าเขาก็ถามว่าใครเป็นคนแต่งเพลง ก็บอกไปว่าช่วยๆ ทำกัน ทีนี้ภายหลัง ผู้อำนวยการของศูนย์มีเดีย ก็เลยลองให้เราแต่งมาเรื่อยๆ 2-3 เพลง ย้อนกลับไป ก่อนเขียนเพลงให้ดีเจเต้น เป็นช่วงรับปริญญา อาจารย์ก็ถามๆ ว่าใครพอจะมีความสามารถอะไรบ้างแกก็ประกาศดู ให้แต่งเพลงบรรยากาศรับปริญญาที่จะคลอๆ ไปทั้งงานน่ะครับ นั่นแหละเป็นเพลงแรกของผม (เพลง เวลาไม่สามารถ) ใช้จนถึงทุกวันนี้

อยากทำอะไร
ก็ทำ ทำให้เต็มที่

"ไม่รู้สิของแบบนี้เวลาผมทำผมก็รู้สึกสนุกกับมันเท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าทำแล้วไม่สนุกเราก็ไม่อยากทำต่อไป "
คติประจำใจที่ทำให้ประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่ทำ คืออะไร

ถ้าเราอยากทำอะไรก็ทำ ทำก็ทำให้เต็มที่ ไม่รู้สิของแบบนี้เวลาผมทำผมก็รู้สึกสนุกกับมันเท่านั้นเอง เพราะว่าถ้าทำแล้วไม่สนุกเราก็ไม่อยากทำต่อไป อย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าผมไปเบื้องหลังที่ Fat Radio ผมก็รู้สึกว่าทำไมยากแบบนี้ ทำไมผมไม่ตั้งใจเรียนนะ จะได้เข้าใจได้มากกว่านี้ แต่เป็นเพราะผมชอบ ผมก็เลยทำจนถึงปัจจุบันนี้

อาชีพในปัจจุบัน คุณต้องรับผิดชอบหน้าที่ใดบ้าง

ผมฝึกงานเป็นครีเอทีฟ แล้วพอทำๆ ไปก็รู้สึกว่างานครีเอทีฟโปรแกรมนี่ไม่ใช่ตัวผม กลายเป็นครีเอทีฟอีเวนต์ เป็นเรื่องของการได้คุยกับคน ประสานงาน ได้ติดต่อคน ได้ทำงาน on ground จริงๆ กลายเป็นชอบแบบนี้มากกว่า แต่ให้ไปจัดรายการผมก็ชอบเหมือนกัน แต่ตัวงาน on ground สนุกตรงที่ว่าตั้งแต่เริ่มต้นจนกลายออกมาเป็นงานเป็นตัวเป็นตน มันมีความสุขจริงๆ

คุณคิดว่าโอกาสและประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการทำฝันให้เป็นจริงอย่างไร

โอกาสที่เราได้รับ ที่เราได้เลือก ที่เราได้ทำ ทำให้เรารู้จักตัวเองพอเรารู้จักตัวเองแล้ว ทำให้เราได้ขวนขวายที่จะทำ เลยคิดว่าสิ่งที่เราได้เจอจากมหาวิทยาลัย มันตอบโจทย์ได้ชัดเจนมากว่าเราจะเดินทางไปทางไหน ท้ายสุดแล้วอยู่ที่ตัวเราว่าเราจะไปทางไหน คือที่มหา’ลัยเขาจะให้เราเลือกเรียนสาขาตั้งแต่ปีหนึ่ง อย่างวิทยุโทรทัศน์เขาไม่ได้แยกนะ คือทางศรีปทุมจะไม่ได้ให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้เรียนเท่าๆ กัน นอกนั้นก็แล้วแต่ตัวเด็กว่าจะเน้นไปทางไหนเอง อย่างบางคนชอบโทรทัศน์เค้าก็จะมีห้องปฏิบัติการสำหรับโทรทัศน์เลยเขาก็จะเข้าไปทางนั้นเอง อย่างตัวผมก็ไปทางวิทยุเลย

อย่างน้องๆ ที่ตัดสินใจจะเข้าคณะนิเทศศาสตร์ แล้วไม่รู้จะเลือกเรียนสาขาทางไหน แนะนำว่าให้ดูจากความชอบส่วนตัวก่อนว่าในขณะที่เป็นเด็กนักเรียนอยู่ ว่าชอบอะไร รู้จักไลฟสไตล์ตัวเองก่อน เพื่อมองหาตัวเองแล้วจะง่ายในการตัดสินใจ อย่างผมเองก็เป็นสายดนตรีอย่างที่บอกครับ

 

 

Facebook
คลิกสู่อนาคต (สมัคร)